หมู่บ้านท่องเที่ยวไหม บ้านหัวสะพาน

05
ชาวบ้านหัวสะพาน อำเภอพุทไธสง  ส่วนใหญ่มีอาชีพปลูกหม่อน เลี้ยงไหม และทอผ้าไหมมานานสืบทอดต่อกันมาหลายรุ่น โดยเฉพาะหลังฤดูเก็บเกี่ยวจะมีการทอผ้าไหมขายเพื่อเป็นรายได้เสริม ซึ่งทำแบบต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างขาย ทำให้ไม่มีตลาดรองรับที่แน่นอน  ต่อมาในปี 2553 จึงได้มีการรวมกลุ่มกันจัดตั้งสหกรณ์ผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมบ้านหัวสะพาน จำกัด ขึ้น โดย ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ (บุรีรัมย์) ร่วมกับสหกรณ์จังหวัดบุรีรัมย์ สหกรณ์อำเภอพุทไธสง พร้อมด้วยสมาชิกผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม บ้านหัวสะพาน ภายใต้การสนับสนุนของกรมหม่อนไหม เพื่อดำเนินธุรกิจด้านการปลูกหม่อน การเลี้ยงไหมวัยอ่อน การเลี้ยงไหมวัยแก่ และการผลิตเส้นไหมให้ได้ตามมาตรฐานเส้นไหมหัตถกรรมพร้อมการบริหารจัดการดักแด้ไหม เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม การผลิตเส้นไหมของเกษตรกรในบริเวณแถบนี้ จนกลายเป็นอาชีพหลักที่สร้างรายได้ให้แก่สมาชิกในกลุ่มได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ และยังถ่ายทอดภูมิปัญญาดังกล่าวสู่ลูกหลานเกษตรกรคนรุ่นใหม่ไม่ให้สูญหายไป

ภายในกลุ่มฯ จะมีการแบ่งงานกันทำ อย่างชัดเจนตามความชอบและความถนัดของสมาชิกแต่ละคน โดยจะมีทั้งฝ่ายเลี้ยงไหมใบอ่อน เลี้ยงไหมใบแก่ ทอ มัด ย้อม การตลาด และบัญชี ส่วนผลิตภัณฑ์นั้น สามารถทำได้ทุกรูปแบบ ไมว่าจะเป็น เส้นไหม  ผ้าไหมมัดหมี่ ผ้าซิ่นตีนแดง  ผ้ามัดหมี่เชิงแดง ผ้าไหมพื้นเรียบ ผ้าคลุมไหล่ และผ้าพันคอ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีการแปรรูปผ้าไหมเป็นหมอนสมุนไพร หมอนสามเหลี่ยม  หมอนทรงมะเฟือง หมอนทรงกระดูก และกระเป๋า เป็นงานฝีมือที่ทางกลุ่มผลิตเองทุกขั้นตอน

ผู้สนใจผลิตภัณฑ์ของกลุ่มสหกรณ์ผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมบ้านหัวสะพาน จำกัด สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ นางรุจาภา เนียนไธสง บ้านเลขที่ 95 หมู่ 14 ต.บ้านยาง อ.พุทไธสง จ.บุรีรัมย์ โทร.08-7961-1261.

 

 

โฆษณา

พระเจ้าใหญ่ วัดหงษ์

9487

วัดหงษ์ ตั้งอยู่ที่บ้านหัวแรต อำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งมีพระพุทธรูปสำคัญองค์หนึ่งของบุรีรัมย์ คือ พระเจ้าใหญ่ ที่ได้ชื่อว่าเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองพุทไธสง ด้วยผู้คนมากมายเชื่อถือศรัทธา จะมาตั้งสัจจะทำความดี ละเว้นชั่ว โดยเฉพาะการละเลิกจากอบายมุขทั้งปวง เพื่อนำพาชีวิตไปสู่ความสุข ความเจริญรุ่งเรือง เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยศิลปะพื้นเมือง ไม่ทราบว่าสร้างในสัมยใด จากการปฏิสังขรณ์โบสถ์เมื่อปี 2513 ได้พบพระพิมพ์รวมปางและพระพุทธรูปแกะสลักจากนอแรดที่ใต้ฐานพระเจ้าใหญ่ ต่อมาในปี 2555 ได้มีการบูรณะปิดทององค์พระเจ้าใหญ่ ได้พบพระพุทธรูปขนาดเล็กบรรจุอยู่ภายในองค์พระด้วย   ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 จะมีการจัดงานนมัสการพระเจ้าใหญ่เป็นประจำทุกปี

ที่มาของชื่อวัดหงษ์ และ บ้านศีรษะแรต มีตำนานเล่ากันว่า ครั้งหนึ่งมีเสนาบดีเมืองสุวรรณภูมิออกล่าสัตว์และได้ยิ่งหงษืตกลงในป่ารกทึบจึงออกตามหา แต่ได้พบพระพุทธรูปคือพระเจ้าใหญ่ ในบริเวณนั้นมีเจดีย์สี่เหลี่ยมและหนองน้ำ ซึ่งมีหัวแรดอยู่ในหนองน้ำด้วย ต่อมาได้ชักชวนผู้คนมาตั้งรกราก เรียกชื่อหมู่บ้านว่า บ้านหัวแรต และสร้างวัดหงษ์ ขึ้นบริเวณที่พบพระพุทธรูป

และในบริเวณวัด มีการรวมกลุ่มของชาวบ้านทอผ้าไหม ผ้าฝ้ายพื้นเมืองสาธิต และวางจำหน่ายให้เลือกชมเลือกซื้อด้วย